Search Results
พบ 153 ผลลัพธ์เมื่อไม่ระบุค่าการค้นหา
- asap GO powered by Haup บริการรถยนต์ให้เช่ารูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าองค์กร ภายใต้แนวคิด car sharing
นายทรงวิทย์ ฐิติปุญญา ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร นางสาวปริญดา วงศ์วิทวัส กรรมการ นายชัยรัตน์ กมลนรเทพ กรรมการผู้จัดการ นางสาวพิชชาภัสร์ ฐิติปุญญา ผู้จัดการโครงการ asap GO บริษัท ซินเนอร์ เจติค ออโต้ เพอร์ฟอร์มานซ์ จำกัด (มหาชน) หรือ asap และนายกฤษฎิ์ วิชัยวัฒนาพาณิชย์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและผู้ก่อตั้ง Haup ร่วมเปิดตัว ‘asap GO’ บริการรถยนต์ให้เช่ารูปแบบใหม่สำหรับลูกค้าองค์กร ภายใต้แนวคิด car sharing โดยสามารถดาวน์โหลด asap GO ผ่านแอพพลิเคชั่น Haup car เพื่อเข้าใช้บริการ คิดค่าเช่าตามการใช้งานจริง (Pay per use) โดยเริ่มต้นที่ 50 บาทจากนั้นคิดค่าเช่าตามระยะทางและเวลาที่ใช้บริการ ซึ่งในช่วงแรกมีรถยนต์จอดให้บริการที่อาคารคอลัมน์ทาวเวอร์, อินเตอร์เชนจ์, ศุภาลัย แกรนด์ ทาวเวอร์, จัสมิน อโศก, เมโทรโพรลิส สุขุมวิท 39 และ 42 ทาวเวอร์ ก่อนขยายให้ครบ 30 อาคารภายในสิ้นปีนี้ ที่มา: http://www.thansettakij.com/content/181852 #carondemand #carsharing
- เปิดตัวเครือข่ายสถานีชาร์จรถไฟฟ้า EV สาธารณะ
นวัตกรรมการชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดเชิงพาณิชย์ครั้งแรกของประเทศไทย ร่วมด้วยกลุ่มพันธมิตรผู้ร่วมริเริ่มการปฏิวัติวงการเทคโนโลยีรถยนต์ไฟฟ้า บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย ร่วมด้วยบริษัท โพลีเทคโนโลยี จำกัด Greenlots เซ็นทรัลกรุ๊ป และบริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ร่วมลงนามบันทึกข้อตกลงครั้งประวัติการณ์ เพื่อสานต่อความมุ่งมั่นในการขับเคลื่อนการพัฒนาและการรับรถยนต์ไฟฟ้ามาใช้ในประเทศไทย ข้อตกลงดังกล่าวนำไปสู่การเปิดตัว ChargeNow เครือข่ายสถานีชาร์จไฟฟ้าสาธารณะสำหรับรถยนต์ไฟฟ้าและรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริด ไม่ว่าจะเป็นยี่ห้อใดหรือรุ่นใด ที่ใหญ่ที่สุดในโลก โดยมีแผนที่จะเปิดให้บริการสถานีชาร์จไฟฟ้า 50 สถานีทั่วประเทศ ในระยะแรกของการเตรียมวางเครือข่าย “บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ยึดมั่นต่อความยั่งยืนในทุกตลาดที่เราดำเนินธุรกิจ ตั้งแต่ผลิตภัณฑ์ไปจนถึงการนำเสนอบริการ ซึ่งรวมถึงเทคโนโลยีการชาร์จรถยนต์ปลั๊กอิน ไฮบริดและรถยนต์ไฟฟ้า การเปิดตัว ChargeNow ในประเทศไทย คืออีกก้าวอันสำคัญยิ่งของการดำเนินภารกิจตามวิสัยทัศน์เพื่ออนาคตอันยั่งยืนอย่างแท้จริง ด้วยการนำเสนอบริการที่อำนวยความสะดวกและทำให้การชาร์จรถยนต์ไฟฟ้าเป็นเรื่องไม่ยุ่งยาก เรามุ่งหวังที่จะจุดประกายความสนใจในยานยนต์แห่งอนาคตในหมู่ผู้ใช้งานชาวไทย โดยเสริมสร้างความแข็งแกร่งในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างยั่งยืนระดับชาติผ่านนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าไปพร้อม ๆ กัน” มร. สเตฟาน ทอยเชอร์ต ประธาน บีเอ็มดับเบิลยู กรุ๊ป ประเทศไทย กล่าว ด้านที่อยู่อาศัยนั้น บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) ผู้นำด้านการพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ในเมืองที่นำเสนอโครงการที่อยู่อาศัยอันหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็นทาวน์เฮาส์ บ้านเดี่ยว คอนโดมิเนียม ซึ่งทุกโครงการล้วนตั้งอยู่ในทำเลใจกลางเมือง เดินทางสะดวกสบาย ใกล้ย่านธุรกิจที่สำคัญที่พร้อมจับมือเป็นพันธมิตรผู้ริเริ่มโครงการ ChargeNow ครั้งนี้ คุณวิทการ จันทวิมล รองกรรมการผู้อำนวยการ สายงานพัฒนาสินค้ากลุ่มคอนโดมิเนียม บริษัท เอพี (ไทยแลนด์) จำกัด (มหาชน) กล่าวว่า “เป็นเวลา 25 ปีแล้วที่เป้าหมายสูงสุดของเอพี ไทยแลนด์ไม่เคยเปลี่ยนแปลง นั่นก็คือ การสร้างคุณภาพชีวิตที่ดียิ่งขึ้นให้กับคนเมือง เรามุ่งมั่นที่จะส ร้างที่อยู่พักอาศัยซึ่งตอบทุกมิติของการใช้ชีวิตอันทันสมัย เราเปิดรับทุกไอเดียใหม่ๆ โซลูชั่นในการใช้ชีวิตรูปแบบใหม่ๆ รวมถึงการใช้พื้นที่ต่างๆ อย่างสร้างสรรค์ เพื่อการมีชีวิตที่ดียิ่งขึ้น ดังนั้น โครงการ ChargeNow จึงเป็นมุมใหม่ของการใช้ชีวิตอันทันสมัยในสังคมของยานยนต์ไฟฟ้าที่ลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนอย่างแท้จริง เรายินดีที่ได้ร่วมเป็นพันธมิตรผู้ริเริ่มโครงการ ChargeNow เพื่อนำไปสู่การใช้ชีวิตที่ดียิ่งขึ้นในอนาคตข้างหน้านี้” ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/767129
- Carsharing|Ridesharing เหมือนหรือต่างกันยังไง?
ชุมชนแชร์ริ่ง (Sharing Community): คาร์แชร์ (Carsharing), ไรด์แชร์ริ่ง(Ridesharing) เหมือนหรือต่างกันอย่างไร ในสมัยนี้ Sharing Community กำลังเป็นที่นิยม ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุที่ Sharing Community กำลังเป็นเทรนด์ที่มาแรงในโลกฝั่งตะวันตก หรือเพราะ Sharing Community เป็นทางออกในอนาคตของมนุษย์ชาติที่จำนวนประชากรเติบโตขึ้นเรื่อยๆ ในพื้นที่ที่จำกัด สิ่งที่มาพร้อมๆกับเทรนด์นี้ อย่างหนึ่งที่น่าสับสนคือ เหล่าคำใหม่ๆ ที่ใช้เรียกหรือบรรยายลักษณะของการบริการที่เกี่ยวกับการแชร์ทั้งหลาย ไม่ว่าจะเป็น Carsharing, Ridesharing, Carpooling เป็นต้น เพราะฉะนั้นบทความนึ้จึงเขียนถึงความหมายของคำเหล่านี้สักหน่อย เผื่อที่ต่อไปพูดถึงจะได้เข้าใจตรงกัน หรือไม่เรียกผิดๆถูกๆ จะใช้คาร์แชร์แต่ดันไปเรียกคาร์พูลเสียอย่างนั้น เริ่มกันที่ Carsharing สำหรับ carsharing ความหมายคือ การที่มีรถจอดอยู่สถานที่ที่มีคนอยู่เยอะ มีความต้องการใช้รถมาก แต่ไม่สามารถมีรถเป็นของตัวเอง ไม่ว่าจะด้วยเหตุที่ไม่มีที่จอด หรือปัญหาทางการเงินไม่สามารถซื้อรถได้ก็ตาม แล้วคนเหล่านั้นมาใช้รถคันเดียวกันนั้น เหมือนเป็นเจ้าของรถร่วมกัน หรือก็คือการแชร์รถคันเดียวกันนั้นใช้นั่นเอง ยกตัวอย่างเช่น ทิมเป็นนักศึกษาเรียนแฟชั่นดีไซน์ และทิมไม่มีรถเป็นของตัวเอง แต่ทิมจะมีบางครั้ง หรือบางวันที่จะต้องมีการไปซื้อผ้าตามร้านต่างๆ ในเมือง หรืออาจจะต้องมีการขนหุ่นลองชุด หรืออุปกรณ์ต่างๆ เพื่อไปทำงานที่มหาวิทยาลัย ทิมเห็นรถของฮ้อปคาร์ที่จอดอยู่ใต้หอฯ จึงได้สมัครสมาชิกกับฮ้อปคาร์เพื่อที่สามารถใช้คาร์แชร์ริ่งที่มีจอดอยู่ทีหอพักของทิม เพื่อใช้ขนของหรือขับด้วยตัวเองไปซื้อผ้าที่ต้องใช้ เมื่อเสร็จธุระ ก็นำรถไปคืนที่เดิม เพื่อให้คนที่อยู่หอเดียวกันนั้นใช้ต่อได้ ตัวอย่างของคาร์แชร์ริ่งที่ให้บริการในบ้านเราก็คือ Haupcar หรือ Car2Go ในต่างประเทศ ต่อมาคือ Carpooling ความหมายของ carpooling คือการที่คนคนหนึ่งใช้รถคันเดียวนั้น ไปยังจุดหมายของตัวเอง แต่มีการให้คนที่ต้องการไปเส้นทางเดียวกันที่มีจุดหมายเป็นสถานที่ที่อยู่ระหว่างทางจากจุดเริ่มต้นไปจุดหมายของคนขับรถคันดังกล่าว สามารถเป็นไปได้ทั้งมีและไม่มีค่าใช้จ่ายก็ได้ ยกตัวอย่างเช่นเพื่อนร่วมงาน หรือเพื่อนบ้านที่ที่ทำงานอยู่ระหว่างทาง แล้วอาศัยรถใช้รถคันเดียวกันไปกับเราซึ่งเป็นเจ้าของรถ หรือเราติดรถเพื่อนบ้านที่ทำงานใกล้ๆกันไปด้วยกันเพื่อลดค่าใช้จ่าย หรือเพียงเพื่อแสดงน้ำใจต่อเพื่อนๆของเราเอง ตัวอย่างในบ้านเราที่ให้บริการแล้วเช่น Liluna, Grab-Pool, Uber-Pool เป็นต้น สุดท้ายคือ Ridesharing หรือ ridesharing รูปแบบนี้จะเป็นลักษณะของรถหลายๆคันที่มีเจ้าของเป็นบริษัทหรือองค์กรเดียว หรืออาจะเป็นรถคันเดียวของบุคคลทั่วไป มักเป็นการใช้เดินทางภายในเมือง เพื่อไปยังจุดหมายเดียว โดยมีคนขับอาจจะเป็นลูกจ้างของบริษัทที่เป็นเจ้าของรถ หรือเจ้าของรถเองนั้นขับเพื่อนำคนอื่นไปส่งจุดหมายเพื่อหารายได้ ยกตัวอย่างเช่น นกพนักงานบริษัทก. ต้องไปประชุมที่ บริษัทข. นกจึงเดินออกไปหน้าออฟฟิศ หาโบกรถของบริษัทที่ทำ Ridesharing แล้วจ้างให้รถคันนั้นๆ ขับรถไปส่งนกที่บริษัท ข. โดยนกก็จ่ายเงินให้ตามระยะทางนี่นกนั่งมาในรถคันนั้น หรือสรุปง่ายๆก็คือบริการ Taxi บ้านเรานั่นเอง ส่วนที่ให้บริการแล้วจะมี Uber, Grab เป็นต้น หวังว่าบทความนี้จะช่วยให้ทุกๆคนสับสนน้อยลงบ้าง เกี่ยวกับเหล่าคำต่างๆ ที่พากันเกิดขึ้นมาในช่วงนี้เพื่อบรรยายลักษณะของการให้บริการใหม่ที่เกิดขึ้นพร้อมๆกันในสังคมแห่งการแบ่งปันที่กำลังเป็นที่นิยมอย่างมากในช่วงนี้ ที่มาของรูป: http://www.cooneyconway.com/risks-and-rewards-of-ridesharing
- ใครว่าหน้าฝนเที่ยวทะเลไม่ได้ เที่ยวเกาะเสม็ดหน้าฝน powered by Haup
ใครว่าหน้าฝนเที่ยวทะเลไม่ได้ ช่วงหน้าฝนพรำๆแบบนี้นอนอยู่บ้านเฉยๆคงเบื่อแย่ วันนี้ฮ้อปคาร์จะพาทุกคนไปนอนชิวๆริมหาดที่เกาะเสม็ดกันค่ะ พร้อมแล้วไปกันเลย #Haup trip to Samed Island การเดินทาง วันนี้เราเช่า Mazda 2 จากThe Porch ABAC ขับมาเพียงชั่วโมงครึ่งก็ถึงท่าเรือบ้านเพ พร้อมข้ามไปเกาะเสม็ดแล้วค่ะ เรือโดยสารข้ามเกาะราคาคนละ50บาท เพียงครึ่งชั่วโมงก็ถึงเกาะเสม็ดแล้วจ้า พอมาถึงที่เกาะ พวกเราขับมอเตอร์ไซค์เลี้ยวขวาจากท่าเรือมาประมาณสิบนาที ที่นี่เค้ามีที่นั่งตาข่ายไว้ถ่ายรูปชิคๆเก๋ๆกัน พวกเราก็เข้าพักที่ Bar and Bed ค่ะ สำหรับแดดช่วงที่เราไปนั้นกำลังดี ไม่ร้อนจนเกินไป ถ่ายรูปได้ฟีลแบบไม่ต้องใช้ฟิลเตอร์กันเลยค่า กิจกรรม ณ เกาะเสม็ด ด้วยความที่ทริปนี้เรามากันเพื่อพักผ่อนจริงๆเราเลยไม่ได้ไปทำกิจกรรมอะไร เน้นกินกับนอน 5555555 พอตกเย็นเราก็มาเดินกันเล่นที่หาดทรายแก้วค่ะ แถวนี้มีร้านซีฟู้ดสดๆริมหาดให้เลือกสรรค์มากมายค่ะ โชว์กระบองไฟ พอพลบค่ำหน่อยช่วงสองทุ่มครึ่งจะมีการแสดงโชว์กระบองไฟที่หาดทรายแก้วเช่นกันค่ะ นักท่องเที่ยวแห่กันมาดูเยอะมาก ตื่นตาตื่นใจแต่ก็กลัวว่าไฟจะกระเด็นมาโดนตัวอยู่นิดๆเหมือนกัน To be continued... รู้อย่างงี้แล้วทางเราอยากพาไปเที่ยวทะแลอีกหลายที่เลยค่ะ ท่านใดอยากให้ทางเราพาไปเที่ยวที่ไหนอีกสามารถ comment ได้แล้วทางฮ้อปคาร์จะมาเก็บไว้ใน list สำหรับ Haup trip ในครั้งหน้าเลยนะค้า Powered by Haup #travel
- คาร์แชริ่ง เซฟพลังงาน เซฟโลก โมเดล ‘haup’
คนไทยเราจำเป็นต้องใช้รถกันตลอดเวลาไหม? .. คงไม่ใช่ ดังนั้น “คาร์แชริ่ง” น่าจะเป็นทางเลือกที่ลงตัว ซึ่งช่วยประหยัดค่าใช้จ่ายให้ใครหลายๆคนไม่จำเป็นต้องซื้อรถ ทั้งเป็นการเซฟพลังงานและช่วยโลกลดมลพิษได้อีกด้วย จากไอเดียนี้ ธนวัฒน์ (เปอร์) และ กฤษฏิ์ วิชัยวัฒนาพาณิชย์ (โบ้) สองพี่น้องเลยตัดสินใจพัฒนาแพลตฟอร์มคาร์แชริ่งที่ชื่อว่า “haup” (ฮ้อปคาร์) แน่นอนว่ามันไม่ได้เป็นอะไรที่แปลกใหม่ เพราะคาร์แชริ่งมีบริการทั่วไปอยู่ในประเทศที่เจริญแล้ว พวกเขาทั้งสองคนซึ่งเดินทางไปร่ำเรียนที่ประเทศอเมริกาตั้งแต่ยังเด็กก็ได้เห็นและเคยทดลองใช้มาก่อน ตรงกันข้ามที่ประเทศไทย นั้นธุรกิจรูปแบบนี้ยังไปได้ไม่ถึงไหน พวกเขาตกลงใจเปิดตัวฮ้อปคาร์ในเดือนสิงหาคมปี 2559 เพราะเชื่อว่าเป็นจังหวะเวลาที่ดี เนื่องจากเห็นว่ารัฐบาลไทยเร่งการลงทุนโครงการรถไฟฟ้าหลายสายซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่จะทำให้คนซื้อรถส่วนตัวน้อยลง และคาร์แชริ่งก็จะมาเติมเต็มความต้องการในการเดินทางได้เป็นอย่างดี "ความเป็นจริง ธุรกิจของเราก็ยังอยากให้คนใช้รถอยู่ แต่ให้มาแบ่งกันใช้ โดยเราจะมีรถอยู่ในระบบที่ให้คนสามารถเข้ามาแชร์ มาแบ่งกันใช้ได้ เราต้องมีรถที่ดี มีบริการที่ดีให้กับลูกค้า เหมือนเป็นการสร้างคลับหรือคอมมูนิตี้หนึ่งขึ้นมาเพื่อให้คนมาแบ่งรถกันใช้ โดยต้องทำให้คนเข้าถึงบริการได้ง่าย มอบประสบการณ์ที่ดีๆให้เขา เพื่อที่จะทำให้รถบนท้องถนนมันหายไปบ้าง" และต้องบอกว่ารถที่ให้บริการทั้งหมดที่มีในปัจจุบัน 10 คันล้วนเป็นของฮ้อปคาร์ทั้งสิ้น และทั้งหมดเป็น “อีโคคาร์” เพื่อให้สอดคล้องกับความตั้งใจที่อยากมุ่งเน้นเรื่องการประหยัดพลังงาน แถมอีโคคาร์ก็ยังเป็นรถที่อยู่ในความสนใจของลูกค้าอีกด้วย เพราะลูกค้ากลุ่มเป้าหมายในช่วงเริ่มต้นจะมีอยู่สามกลุ่ม ก็คือ 1.นักศึกษามหาวิทยาลัย 2.กลุ่มคนที่เพิ่งเรียนจบ กำลังจะเริ่มทำงาน 3. ชาวต่างชาติที่เข้ามาอยู่หรือทำงานในเมืองไทย เริ่มจาก “บีทูซี” และในหมายเหตุจะโฟกัสกลุ่มนักศึกษาเป็นพิเศษ จากนั้นจะขยับไปสู่กลุ่มลูกค้าธุรกิจหรือ “บีทูบี” "เราเริ่มเปิดบริการที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ รังสิตเป็นแห่งแรก เพราะส่วนตัวพวกเราก็เคยผ่านชีวิตตรงจุดนั้นมาก่อน รู้ว่าเด็กพอเข้ามหาวิทยาลัยได้แล้วก็อยากมีรถ เพราะการเดินทางลำบาก แต่พ่อแม่ก็อาจบอกว่าเดี๋ยวก่อนไม่ยอมซื้อให้ และที่มาเริ่มต้นที่เด็กก็เพราะเราอยากจะปลูกฝังพวกเขาว่าการซื้อรถนั้นไม่จำเป็น เพราะคาร์แชริ่งช่วยทำให้เขามีรถขับได้" จากที่เปิดบริการมาเป็นเวลา 5-6 เดือน ปัจจุบัน ฮ้อปคาร์มีสมาชิกอยู่กว่า 300คน และชั่วโมงการใช้บริการของสมาชิกโดยเฉพาะเด็กมหาวิทยาลัยนั้นเพิ่มขึ้นประมาณ 3 เท่า ซึ่งเป็นการพิสูจน์สมมุติฐานความเป็นไปได้ที่ชัดขึ้น "พวกเรายังอยู่ในจุดเริ่ม อย่างน้อยเราต้องทำให้ครบปีถึงจะมีข้อมูลการใช้งานที่ชัดเจนมากขึ้น เพราะมหาวิทยาลัยก็มีบางช่วงที่เปิดเทอม ปิดเทอมด้วย เรากำลังอยู่ในขั้นตอนของการศึกษาว่า ลูกค้ามาใช้บริการเป็นเพราะอะไร รวมถึงต้องหาทางปิดแก็บ โดยพยายามพูดคุยกับลูกค้าที่เป็นสมาชิกในเรื่องของการใช้งานอยู่เรื่อยๆ คอยถามเขาว่าทำไมถึงใช้งานช่วงนี้ ไม่ใช้ช่วงนี้ เราต้องทำความเข้าใจว่าลูกค้าต้องการอะไร" ที่พวกเขาพยายามเรียนรู้อย่างมากในเวลานี้เป็นเรื่องของกลยุทธ์การเลือกโลเคชั่น ซึ่งต้องมีการทดลองและอาศัยระยะเวลา คือถ้าหากเวิร์คก็ทำต่อ แต่ถ้าไม่ก็จะหยุดทำ ที่เทสต์ไปแล้วและผ่านฉลุยก็คือ ทำเลที่เป็นมหาวิทยาลัย ซึ่งนำมาซึ่งแผนที่ว่าฮ้อปคาร์จะขยายไปยังมหาวิทยาลัยที่อยู่ชานเมืองมากยิ่งขึ้น (นอกจากธรรมศาสตร์ รังสิต ยังเปิดบริการแล้วที่มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ บางเขน และมหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี) "แต่เราก็คาดการณ์ผิดไปบ้างคือคิดว่าเด็กมหาวิทยาลัยน่าจะมาใช้บริการเยอะมาก เพราะส่วนใหญ่เขาไม่มีรถ แต่ที่ได้พบก็คือ เด็กไม่มีเงิน เขาได้เงินจากพ่อแม่เป็นรายเดือน ทำให้เวลาใช้บริการแต่ละทีเขาจะมากันเป็นกลุ่มอย่างน้อยก็ 3 คนเพื่อแชร์ค่าใช้จ่ายกัน ทำให้เราต้องกลับมาคิดค่าบริการใหม่เพื่อให้แฟร์กับพวกเขา เรื่องราคาเราคงจะปรับไปเรื่อยๆ แต่คงไม่บ่อยมากเดี๋ยวสมาชิกเราจะงง" ยังมีปัญหาเหนือความคาดหมายอีกหลายเรื่อง เช่น การที่ลูกค้าส่วนใหญ่ไม่ชอบดูรายละเอียดการบริการด้วยตัวเอง ซึ่งมีอยู่ครบถ้วนบนออนไลน์ ทั้งในเว็บไซต์ หรือบนเฟสบุ๊ค แต่นิยมโทรศัพท์หรือไลน์มาถาม โดยปริยายพวกเขาทั้งสองคนก็ต้องทำหน้าที่เป็นคัสโตเมอร์เซอร์วิสคอยตอบคำถามด้วยตัวเอง “เอาเข้าจริงลูกค้าอยากคุยกับเรา พวกเราเลยต้องรับโทรศัพท์หรือตอบไลน์กันเอง แต่เราก็อยากทำเพราะต้องการคอนแท็กกับลูกค้า มันเป็นการสร้างความเข้าใจถึงความต้องการของลูกค้าให้กับเรา เพื่อที่จะนำเอาไปพัฒนาต่อ” ลูกค้ามักจะถามข้อมูลเกี่ยวกับอะไร? พวกเขาบอกว่าที่ถูกถามเยอะที่สุดก็คือ ราคาและวิธีการใช้รถ แต่มีลูกค้าบางคนที่ไม่คุ้นชินกับการใช้แอพและอยากรู้วิธีซึ่งพอทำได้แล้วครั้งต่อไปเขาก็จะไม่ถามอีก "แต่มีเรื่องเพย์เมนท์ ที่เรามองว่าแปลกมาก เพราะคิดมาตลอดว่าเด็กรุ่นใหม่น่าจะชินกับการจ่ายเงินออนไลน์ แต่ปรากฏว่าเด็กจ่ายเป็นเงินสด ซึ่งสมัยเรียนอยู่ที่อเมริกาพวกผมแทบไม่ถือเงินสดเลยในกระเป๋ามีแต่บัตร แต่พอมาเมืองไทยเราใช้บัตรได้ยากมาก ร้านต่างๆมักจะรับแต่เงินสด มันเป็นอุปสรรคอย่างหนึ่งของเรา แต่ถ้าเรามีการสอนลูกค้าทำในครั้งแรกได้ครั้งต่อไปก็จะไม่มีปัญหา แต่ลูกค้าก็อาจกังวลว่าถ้าเขาเอาบัตรเครดิตมาผูกกับระบบเราแล้วจะเซฟไหม เราก็ต้องทำให้เขามั่นใจด้วยการใช้ระบบของโอมิเซะ (Omise)" อย่างไรก็ดี แม้จะมั่นใจโลเคชั่นมหาวิทยาลัย แต่พวกเขาก็ยอมรับว่ายังไม่ชัวร์กับทำเลที่ต้องการจะตอบโจทย์ลูกค้าวัยเริ่มทำงานรวมถึงคนต่างชาติ ที่เป็นจุดจอดในอาคารสำนักงาน รวมถึงคอนโดมีเนียมที่ตั้งอยู่กลางเมืองบริเวณซอยอารีย์, สี่แยกอโศก,ถนนสาทร ,ถนนสีลมและแถวสะพานกรุงธนฯ จำนวน 5 จุด และน่าจะต้องอาศัยเวลาอีกสามถึงสี่เดือนเพื่อดูว่าผลลัพธ์จะเวิร์คหรือไม่อย่างไร เพื่อกำหนดกลยุทธ์ให้แน่ชัดว่าควรจะทำต่อกับตลาดนี้ดีหรือไม่ นอกจากนี้ยังมองในเรื่องของเทคโนโลยีที่จะช่วยประหยัดพลังงานมากยิ่งขึ้น ซึ่งไม่แน่ว่า นอกจากอีโคคาร์แล้ว ในอนาคตอันใกล้ฮ้อปคาร์ก็อาจนำเอารถไฟฟ้ามาให้บริการด้วยก็เป็นได้ เพราะเมื่อเร็วๆนี้ บริษัทได้เข้าร่วมในโครงการศึกษาความเป็นไปได้ของรถยนต์ไฟฟ้าในรูปแบบคาร์แชริ่งสำหรับประเทศไทยในอนาคต (Electric car sharing) ร่วมกับบีเอ็มดับเบิลยู ,มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีพระจอมเกล้าธนบุรี และ ชไนเดอร์อีเล็คทริค (ไทยแลนด์) "เราถือว่าเป็นรายแรกที่ทำคาร์แชริ่งในเมืองไทย ตอนนี้เราจึงพยายามจะเช็ทสแตนดาร์ดขึ้นมาก่อน แต่พวกเราเองเคยมีประสบการณ์ใช้บริการคาร์แชริ่งมาก่อน และได้ไปศึกษาอีกหลายๆแห่งว่าเขาทำกันอย่างไร จึงสามารถลดปริมาณรถลงได้ ที่เมืองนอกเขาพรูฟได้ว่ารถคาร์แชริ่งหนึ่งคันสามารถลดจำนวนรถในถนนลงได้ถึง 8-30 คัน ขึ้นอยู่กับสเกลของแต่ละเมือง ซึ่งเป็นอะไรที่เราอยากพรูฟและทำได้แบบเขาเหมือนกัน" แน่นอนว่าต้องเรียนรู้และพัฒนาอย่างต่อเนื่องไม่มีวันหยุด แต่ก็มีความมั่นใจว่ามีสิ่งหนึ่งที่พวกเขาทำได้ดีก็คือ ที่ผ่านมาเมื่อได้เรียนรู้ว่าลูกค้ามีความต้องการอะไร พวกเขาพร้อมและปรับเปลี่ยนได้เร็ว เรียกว่าพร้อมจะเทคแอคชั่นทันที ชีวิตดี๊ดีของคนไม่มีรถ วันนี้คุณอยากไปไหน ไปดูหนัง รับเพื่อน ไปดูคอนเสิร์ต เที่ยวเดย์ทริป ไปเดทกับแฟน ไปประชุม ซื้อของซูเปอร์ฯ ไปนั่งร้านคาเฟ่เก๋ๆ ไปดูงานอาร์ต ไปหาหมอ ไปตลาดนัดสุดสัปดาห์ ไปทานมื้อดึกับเพื่อน หรือจะไปเตะบอล ฯลฯ ก็จะได้ไปแน่ๆด้วยรถของฮ้อปคาร์ คอนเซ็ปต์ของ “ฮ้อปคาร์” ก็คือให้ลูกค้าจ่ายเงินตามเวลาที่จองขับซึ่งมีระยะเวลาตั้งแต่ 30 นาที ไปจนถึง 1 วัน เป็นรายชั่วโมง เริ่มต้นเพียง 49 บาทต่อครึ่งชั่วโมง + 5.5 บาทต่อกิโลเมตร แต่ถ้าเป็นรายวัน เริ่มต้นเพียง 1,300 บาท ฟรี 100 กิโลเมตรแรกและจ่ายตามระยะทางที่ขับ ซึ่งราคาที่คิดจะรวมทั้งค่าน้ำมัน ประกัน การดูแลรักษา และที่จอดรถ จะเดินทางพรุ่งนี้ หรือ ต้องการใช้ตอนนี้ ลูกค้าสามารถจองรถก่อนใช้งานเป็นเวลา 15 นาที และการเดินทางด้วยฮ้อปคาร์ทำได้ง่ายๆ แค่ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1. จองผ่านแอพ โดยเลือกจุดจอดที่อยู่ใกล้ และเลือกเวลาที่ต้องการใช้ และยืนยันการจอง 2.เข้ารถ ถึงเวลาเดินทาง เปิดปิดประตู ผ่านแอพ หรือใช้บัตรฮ้อปคาร์แตะไปที่รถ 3.ขับรถไปยังจุดหมายปลายทาง และนำรถกลับมาคืนตรงจุดจอดที่เดิม ที่มา: http://www.bangkokbiznews.com/news/detail/735717
- ฝรั่งเศสมีมาตรการสั่งหยุดการใช้รถน้ำมันภายในปี 2040
เนื่องจากปัญหามลภาวะเรือนกระจกและปัญหาควันพิษที่เกิดจากการคมนาคมที่มากขึ้นทุกวัน ล่าสุดทางรัฐบาลฝรั่งเศสได้ประกาศว่าจะยกเลิกการใช้รถน้ำมันภายในปีค.ศ. 2040 การประกาศในครั้งนี้ทางฝรั่งเศสเองเล็งเห็นว่าการยกเลิกใช้รถยนต์ประเภทน้ำมันนี้จะทำให้ประเทศเข้าใกล้ Paris Agreement มากขึ้น นอกจากประเทศฝรั่งเศสแล้วยังมีประเทศอื่นๆเช่น นอร์เวย์ที่ได้ประกาศไปก่อนหน้านี้ว่าจะยกเลิกรถน้ำมันภายในปีค.ศ.2025 และอินเดียภายในปีค.ศ.2030 ในส่วนของผู้ผลิตรถยนต์รายใหญ่อย่างเช่น Volvo ก็ได้ประกาศว่าจะหยุดการผลิตรถยนต์น้ำมันในไม่ช้านี้เช่นกัน ที่มา: http://www.independent.co.uk/environment/france-petrol-diesel-ban-vehicles-cars-2040-a7826831.html
- สตาร์ทอัพทดสอบการเดินทางรูปแบบใหม่ e-scooter ในสิงค์โปร์ เริ่มต้นเพียง 2.5 บาทต่อนาที
กับประเทศสิงค์โปร์ที่เรียกได้ว่าเป็นหนึ่งในประเทศที่เจริญที่สุดในแถบเอเซีย ล่าสุดได้เริ่ม launch project การเดินทางรูปแบบใหม่โดยใช้พาหนะที่เรียกว่า e-scooter ตัว e-scooter นี้พัฒนามาจาก startup ที่ชื่อว่า Floatility ซึ่งกำเนิดมาจากประเทศเยอรมนีซึ่งทาง CEO ของบริษัทนี้ได้กล่าวว่าเหตุผลที่มองว่าสิงค์โปร์เป็นประเทศที่เริ่มทำ pilot นี้ขึ้นเป็นเพราะว่าสิงค์โปร์เองนั้นเป็นประเทศที่ตั้งใจผลักดันการเดินทางในแบบ personal mobility device ให้เกิดขึ้นจริง สำหรับโปรเจคทาง Floatility เองได้นำเทคโนโลยีหลายอย่างเช่น battery swapping และ docking station หรือ geofencing มาใช้กับตัว e-scooter นี้เพื่อให้การใช้งานของลูกค้านั้นเป็นไปอย่างรวดเร็วและสะดวกสบาย นอกจากนี้ทางบริษัทได้ใช้ solar เข้ามาช่วยในการชาร์จไฟแบตเตอรี่อีกด้วย เห็นอย่างงี้แล้วทางฮ้อปคาร์ก็อยากให้มาเปิดทดสอบในประเทศไทยบ้าง เผื่อจะเป็นทางออกของคนที่มีปัญหารถติดไปได้อีกทาง :D #urbanmobility #sharingmobility #คาร์แชร์ริ่ง
- คาร์แชร์ริ่งช่วยลดจำนวนรถได้...จริงหรือไม่ ?
เรื่องที่เราเคยกังวลกันว่า “โมเดลคาร์แชร์ริ่งช่วยลดจำนวนการใช้รถลงนั้น ไม่มีหลักฐานรองรับ” ตามที่ Greg Archer เคยเขียนไว้ แต่ในปัจจุบันนี้ โลกยุคดิจิตอล และรูปแบบเศรษฐกิจแบบแชร์ริ่งได้สร้างโอกาสที่จะช่วยลดจำนวนยานพาหนะในเมืองให้ยิ่งน้อยลงไปอีก รถส่วนใหญ่ที่ทุกคนใช้กัน ในเวลาวันหนึ่ง 24 ชั่วโมงผู้คนใช้รถจริงๆเพียงแค่ 10% หรือประมาณ 2.5 ชั่วโมงเท่านั้น และในการครอบครองรถคันหนึ่งนั้น โดยเฉลี่ยแล้วจะมีค่าใช้จ่ายเพิ่มเข้ามาอีก 260,000 บาทต่อปี (6,500 ยูโร) ที่จะถูกใช้ไปเป็นค่าใช้จ่ายในการครอบครองรถคันหนึ่ง โดยรถแต่ละคันจะต้องการพื้นที่ 150 ตารางเมตรตเพื่อใช้เป็นพื้นที่ในการจอด แต่ยังไม่หมดเพียงเท่านั้น การจราจรที่ติดขัดนั้นยังทำให้เศรษฐกิจของยุโรปต้องใช้เงินกว่า 4แสนล้านบาท (1หมื่นล้านยูโร) ต่อปีในการจัดการ ภาพของรถยนต์ส่วนตัวที่สื่อความสะดวกสบายแห่งศษตวรรษที่ 20 ดูเหมือนจะสลายหายไปด้วยความนิยมในไอเดียของการมีตัวรถเอง ในปัจจุบันโลคเทคโนโลยี และโมเดลแชร์ริ่งนั้นทำให้เกิดโอกาสที่จะลดจำนวนยานพาหนะในเมืองของเราลงได้อย่างมาก และช่วยลดไม่ว่าจะเป็นมลพิษ อุบัติเหตุ การจราจรที่ติดขัดที่เกิดจากการมีจำนวนรถในครอบครองและใช้มากเกินไปบทท้องถนน หนึ่งในการวิจัยจากสหรัฐอเมริกาได้ชี้ให้เห็นว่า จำนวนรถที่มีใช้อยู่ในปัจจุบันอาจลดได้ถึง 1 ใน 3 ของทั้งหมดหากโมเดลคาร์แชร์ริ่ง ถูกนำไปใช้อย่างกว้างขวาง และผลวิจัยอีกชิ้นหนึ่งจากลิสบอน แสดงให้เห็นว่า รถที่วิ่งอยู่บนท้องถนนจะลดจำนวนเหลือเพียง 10% เท่านั้นถ้าหากมีการแชร์รถกันใช้ แต่การเปลี่ยนผ่านเข้าสู่คาร์แชร์ริ่งอย่างสมบูรณ์ไม่ใช่เรื่องง่าย ตราบใดที่รถยนต์ส่วนตัวและรถที่แชร์กันเริ่มแก่งแย่งพื้นที่ที่เหลือและการใช้งานทำให้เกิดประโยชน์อยู่พอตัว อย่างไรก็ตาม จุดมุ่งหมายท้ายสุดของเราคือการนำเอาพื้นที่คืนจากการยึดครองด้วยรถยนต์บนท้องถนนแล้วล่ะก็ จะทำให้คุณภาพชีวิตของคนเมืองดีขึ้นอย่างแน่นอน ข้อกังวลหรือข้อกังขาที่ว่าแชร์ริ่งโมเดลจะไม่ทำให้เกิดการลดลงของการใช้้รถยนต์ส่วนบุคคลนั้น มีหลากหลายเหตุผลมากมายมาหักล้างที่แสดงให้เห็นว่า แอพฯไรด์แชร์ริ่งช่วยให้มีการใช้รถบนท้องถนนน้อยลง และการขับขี่น้อยลงด้วย แต่ที่สำคัญคือ แอพฯดังกล่าวกำลังช่วยให้เกิดการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมของคนให้ไปใช้รูปแบบการเดินทางโดยสารที่หลากหลายมากขึ้น ที่อาจใช้แทนที่รถโดยสารสาธารณะ หรือรูปแบบแอคทีฟ (เดิน ปั่นจักรยาน) รูปแบบของคาร์แชร์ริ่ง, ไม่ว่าจะเป็นแบบจากจุดหนึ่งไปจอดอีกจุดหนึ่ง หรือแบบราวด์ทริป หนึ่งคันจะช่วยให้ไปลดการใช้ใช้รถยนต์ส่วนตัวน้อยลงถึง 5-15 คัน การใช้บริการคาร์แชร์ริ่งในการเดินทางไกลนั้นสามารถใช้แทนการเดินทางด้วยระบบการขนส่งด้วยราง นอกจากนั้นตัวรถคันเดียวกันนั้นเองก็จะมีคนนั่งเยอะขึ้น ช่วยลดปริมาณคาร์บอนในอากาศที่ปล่อยออกมาต่อกิโลเมตเมื่อเทียบกับรถรางอีกด้วย อย่างไรก็ตามหลักฐานที่ให้ข้อสรุปได้กล่าวถึงมานั้นยังคงขาดความเสรีและแหล่งยืนยันข้อมลูเหล่านี้ไม่อาจสามารถมองเห็นได้หรือสัมผัสได้ ว่าได้ข้อมูลเหล่านี้มาได้อย่างไร และการศึกษาวิจับในเรื่องผลกระทบจากการใช้คาร์แชร์ริ่งยังคงขาดมาตราฐานที่จะใช้วัดผลของการ์แชร์รถกันใช้เพราะผลที่เห็นหรือเกิดขึ้นก็จะแตกต่างกันไปตามแต่ละเมือง. การศึกษาวิจัยเกี่ยวกับคาร์แชร์ริ่งนั้นจำเป็นที่จะต้องพัฒนาเพื่อที่จะวิเคราะห์ วิจัยข้อสิ่งที่บริษัทกล่าวอ้างเกี่ยวกับคาร์แชร์ริ่งได้อย่างเสรี หลักฐานที่พบยังแสดงให้เห็นอีกว่าช่วงระยะเวลาการย้ายไปใช้รถแชร์ ที่จะต้องมีการแก่งแย่งพื้นที่และประโยชน์กับรถยนต์ส่วนบุคคล เพื่อให้ขั้นตอนการเปลี่ยนมาใช้คาร์แชร์ริ่งง่ายและเร็วขึ้น จะต้องมีการจำกัดการครองถนนของรถที่มีอยู่ก่อนออกไปให้ได้ก่อน โดยมี 4 ขั้นตอนดังนี้ ก่อนอื่น จะต้องมีการเก็บหรือขึ้นราคาการใช้รถยนต์ส่วนตัวบนไฮเวย์ โดยคิดเงินในราคาที่ต่างกันโดยคิดราคารถที่แชร์กันใช้ให้เก็บราคาถูกกว่า และยกเว้นการคิดราคาดังกล่าวกับรถยนต์สาธารณะ ต่อมา บรรดารถที่ทำให้เกิดผลพิษในอากาศสูง จะต้องถูกจำกัดการใช้หรือแบนจากเมือง และผู้ขับขี่รถยนต์เหล่าอาจมีเงินก้อนให้เพื่อแลกกับการสละหรือเลิกใช้รถนั้นเพื่อมาใช้รถสาธารณะหรือรถยนต์แชร์ ปัจจุบัน ในยุโรปมีรถที่เป็นเครื่องยนต์ดีเซล ประมาณ 35 ล้านคันที่ทำให้เกิดมลพิษในอากาศเกินกำหนดอยู่ จากเหตุดังกล่าวทำให้ประชากรกว่า 500 ล้านคนต้องเสียชีวิตลงก่อนวัยอันควร จากภาวะอากาศเป็นพิษ จำเป็นจะต้องมีระเบียบการลดจำนวนที่จอดรถที่มีอยู่เกินความจำเป็นลงตามสถานที่ต่างๆในเมือง หากมีที่จอดรถมาก ก็จะมีผู้คนขับขี่รถยนต์ส่วนบุคคลมากขึ้น และเมืองที่มีการเพิ่มที่จอดมากขึ้นจะประสบกับส่วนแบ่งของการเดินทางด้วยรถยนต์ที่มากขึ้น เมื่อรถยนต์ที่จอดตามข้างทางลดลง พื้นที่เหล่านั้นก็จะถูกนำมาใช้เพื่อเป็นช่องทางสำหรับเลนรถโดยสารสาธารณะ หรือจักรยาน, ทางเดินเท้าที่กว้างขึ้น, จุดจอดเพื่อรับส่งที่มีการจัดระเบียบสำหรับคาร์แชร์ริ่งที่ใช้ร่วมกันหรือสำหรับคนอื่นๆที่เน้นไปในเรื่องของการพัฒนาตัวเมือง ข้อสุดท้ายนั้น เราจะต้องมีการกำหนดออกกฎหมายเพื่อรองรับและให้สิทธิ์ แก่นวัตกรรมใหม่ๆ และทำให้แน่ใจว่า ภาระหน้าที่ในการตั้งกฎจะไม่ตกเป็นของบริษัทที่ให้บริการ และบริษัทที่ให้บริการที่มีขึ้นมาใหม่จะต้องขยายมาตราส่วนของบริษัทให้มีเพียงพอต่อความต้องการที่จะมาเพื่อทดแทนจำนวนการใช้รถยนต์ส่วนบุคคลอย่างมหาศาลที่วิ่งอยู่ในเมือง ผู้ให้บริการรถสาธารณะได้มีเวลากว่าศตวรรษที่จะต่อกรกับรถยนต์ส่วนบุคคล แต่ก็ไม่ได้ประสบผลสำเร็จเท่าไรนัก คงถือได้ว่าเป้นการพลาดโอกาสที่สำคัญยิ่ง หากภาระการกำหนดกฎเกณฑ์เพื่อควบคุมทำการเกิดใหม่ของผุ้ให้บริการการเดินทางบริษัทใหม่ๆ อยู่ในสถานะกึ่งเกิดอยู่อย่างนั้น และสถาณการณ์เดียวกันยิ่งผลักดันให้การครอบของถนนของรถยนต์่วนตัวเติบโตขึ้นในเมืองของเราเพิ่มขึ้นไปอีก โดย Greg Archer, ผู้อำนวยกาย CVD (clean vehicle director) และ Barboda Bondovora นักวิจัยแห่ง Clean Transport NGO T&E
- กรุงโซล ส่งเสริมบริการ Carsharing and Bikesharing
กรุงโซลส่งเสริมบริการแบ่งปันจักรยานและรถยนต์ (Bike and Car Sharing) ตามโครงการอพาร์ทเมนท์ รัฐบาลกรุงโซลประกาศแผนการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐานด้านการแบ่งปันระบบสาธารณูปโภคสาธารณะในอาคารอพาร์ตเมนต์เพื่อกระตุ้นการพัฒนาชุมชนที่มีส่วนร่วม โครงการ หมู่บ้านแห่งการแบ่งปัน (Sharing Village) ซึ่งเป็นโครงการปรับโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของกรุงโซลโดยจะมีจุดบริการจักรยานและรถร่วมซึ่งมีกระจายอยู่ทั่วเมืองสร้างขึ้นในจุดเดียวกันเพื่อความสะดวกสบายสร้างสถานที่ที่คล้ายกับชื่อ 'หมู่บ้านแห่งการแบ่งปัน' การสมัครเข้าร่วมโครงการจะมีจนถึงวันที่ 12 กรกฎาคม ผู้อยู่อาศัยที่ประสงค์จะเป็นส่วนหนึ่งของโครงการ "หมู่บ้านแห่งการแบ่งปัน" สามารถยื่นใบสมัครไปยังสำนักงานเขตพื้นที่ท้องถิ่นหลังจากตกลงกับผู้อยู่อาศัยคนอื่น ๆ โดยจะมีเพียงหนึ่งหรือสองตึกที่คาดว่าจะได้รับการคัดเลือก สำหรับโครงการนำร่อง ชุมชนที่ได้รับการสนับสนุนจาก "หมู่บ้านแห่งการแบ่งปัน" จะเห็นว่ามีพื้นที่ใช้จ่ายประมาณ 50 ล้านวอนเพื่อสร้างโครงสร้างพื้นฐานด้านเศรษฐกิจร่วมกัน (sharing economy infrastructure) เพื่อให้บริการต่างๆร่วมกันซึ่ง ได้แก่ จักรยาน ตู้เย็น หรือแม้กระทั่งการดูแลเด็ก ขึ้นอยู่กับประเภทของครัวเรือนในชุมชนที่ได้รับเลือกในปีพ. ศ. 2555 กรุงโซลประกาศตัวว่าเป็นเมืองแห่งการแบ่งปัน (sharing city) และในปี พ.ศ. 2556 กลายเป็นเมืองแรกในประเทศที่ออกกฎหมายเพื่อส่งเสริมการเศรษฐกิจแบ่งปัน (sharing economy) เจ้าหน้าที่ภาครัฐของกรุงโซลกล่าวว่า "เราจะพยายามอย่างเต็มที่เพื่อให้แน่ใจว่าเศรษฐกิจแบ่งปันจะกลายเป็นเสาหลักทางเศรษฐกิจของชุมชนท้องถิ่นในการพัฒนาชีวิตของชาวเกาหลีใต้” ที่มา: http://koreabizwire.com/seoul-to-promote-bicycle-and-car-sharing-services-at-apartment-complexes/86484 #carsharing #bikesharing
- ไว้พระเก้าวัดไปกับHaupcar @อยุธยา
วันอาสาฬหบูชานี้ ถ้ายังไม่รู้ว่าจะไปไหนดี ขับฮ้อปคาร์ไปเพียง 1 ชม. จากกรุงเทพฯ เรามีแผนการเดินทางไว้ให้แล้ว เพียงแค่เช่ารถแล้วออกเดินทางได้เลย! #CarSharing #เที่ยวทั่วไทยไปกับฮ้อป #คาร์แชร์ริ่ง
- จุดเริ่มต้นของคาร์แชร์ริ่ง (That's why we build carsharing)
Carsharing (คาร์แชร์ริ่ง) คือ การบริการรถเช่ารูปแบบหนึ่งที่ผู้เช่าสามารถเช่าเป็นรายชั่วโมงได้ โดยสมาชิกของผู้ให้บริการ carsharing จะทำการจองรถยนต์ผ่านทางแอปพลิเคชั่นในโทรศัพท์มือถือ และสามารถเดินทางไปหาจุดที่มีบริการ carsharing ใกล้ๆ ทางสมาชิกสามารถเปิดรถยนต์โดยใช้ บัตรสมาชิกแตะที่กระจกหน้าของรถยนต์หรือเปิดผ่านแอปพลิเคชั่นใน smartphone ส่วนการเก็บค่าบริการนั้น ทางสมาชิกจะโดนเรียกเก็บเงินผ่านทางบัตรเครดิตที่ผูกไว้กับแอปพลิเคชั่นผู้ให้บริการ carsharing หลังจากการใช้งานในแต่ละครั้ง Haupcar (ฮ้อปคาร์) ผู้ให้บริการคาร์แชร์ริ่งแห่งแรกของประเทศไทยมองว่าถึงแม้ความพร้อมในประเทศไทยจะยังไม่เท่ากับในต่างประเทศ ตอนนี้อยู่ในช่วงที่ carsharing จะเข้ามามีบทบาทมากยิ่งขึ้นเห็นได้จาก จำนวนการเติบโตของคอนโด การเติบโตของการใช้ BTS/MRT ที่จะส่งผลให้คนส่วนใหญ่เริ่มที่จะเดินทางโดยใช้ระบบขนส่งมวลชนมากขึ้น เมื่อความจำเป็นในการใช้รถเริ่มหดหายไป ความต้องการใช้รถในเพียงไม่กี่ครั้งต่อเดือนจึงเหมาะกับการแชร์รถกันใช้ โทรศัพท์จากนั้นก็สามารถไปที่รถได้ทันที โดยปลดล็อครถผ่านแอปพลิเคชั่นหรือคีย์การ์ด ได้โดยไม่ต้องใช้หรือรอรับกุญแจรถ สามารถจองใช้งานได้ตั้งแต่ครึ่งชั่วโมงไปจนถึงเจ็ดวัน ฮ้อปคาร์จะทำให้เกิดความรู้สึกสะดวกสบายให้กับผู้ใช้งานเสมือนมีรถเป็นของตัวเอง ผู้ใช้สามารถเลือกใช้งานรถได้เฉพาะยามที่ต้องการ และไม่จำเป็นต้องกังวลกับค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมใดๆที่จะตามมากับรถอีก ผู้คนที่อยู่อาศัยในเมืองได้รับประโยชน์มากมายจากการมี carsharing ซึ่งสามารถแบ่งออกได้หลักๆตามนี้ การไม่จำเป็นต้องเป็นเจ้าของรถยนต์อีกต่อไป ถึงแม้ว่าการครอบครองรถยนต์จะเป็นสัญลักษณ์ของความอิสระและพึ่งพาตนเองได้ แต่ที่จริงแล้ว ผู้บริโภคจะใช้งานรถเฉลี่ยเพียงสัปดาห์ละไม่กี่ครั้ง ผู้บริโภคสามารถหันมาใช้ carsharing เมื่อยามจำเป็นในราคาที่เฉลี่ยแล้วประหยัดกว่าการซื้อรถมาใช้ การเป็นเจ้าของรถนำมาซึ่งภาระและค่าใช้จ่ายที่สูง เช่น ค่าน้ำมัน ค่าใช้จ่ายในการดูแลบำรุงรักษา ค่าประกันรถยนต์ ค่าจอดรถ หรือแม้กระทั่งค่าล้างรถ ซึ่งค่าใช้จ่ายพวกนี้เป็นค่าใช้จ่ายที่จะเกิดขึ้นตลอดอายุการใช้งานของรถ การหันมาใช้ carsharing แทนจะทำให้ค่าใช้จ่ายลดลง กลายเป็นจ่ายเพียงครั้งๆ และคิดค่าใช้จ่ายตามการใช้งานจริง ปัญหารถที่จอดรถในเมืองจะน้อยลงเมื่อคนหันมาใช้ carsharing มากขึ้น รถยนต์หนึ่งคันในหนึ่งที่อยู่อาศัยสามารถแบ่งกันใช้งานได้มากถึง 40-50 คน หากอนุมานว่าทุกคนมีรถใช้นั้นหมายความว่าปริมาณรถจะหายไปจากเกือบ 50 คันเลยทีเดียวและเหลือเพียง 1-3 คัน ตามพฤติกรรมการใช้รถของผู้อยู่อาศัยในตึก เมื่อจำนวนคนที่ใช้รถลดลง ทำให้ปริมาณรถในเมืองมีแนวโน้มที่จะลดลงตามและการเดินทางด้วยรถยนต์จะติดน้อยลง หากมองออกมาในภาพที่ใหญ่ขึ้น เมื่อเมืองที่เราอาศัยอยู่มีปริมาณการใช้งานของรถยนต์น้อยลง สิ่งอำนวยความสะดวก ต่างๆที่ทำมาเพื่อรถยนต์เช่น ถนน หรือ ที่จอดรถ ก็จะถูกแทนที่ด้วยสิ่งอำนวยความสะดวกที่สร้างมาเพื่อให้ประโยชน์กับผู้คนมากขึ้น ยกตัวอย่างเช่น สวนสาธารณะ ห้างสรรพสินค้า หรือแม้กระทั้ง ทางเท้าที่กว้างขึ้นและเลนสำหรับจักรยาน มาถึงตรงนี้ผู้อ่านคงจะสงสัยว่า แล้วฮ้อปคาร์ต่างอะไรจากบริการรถเช่าเจ้าอื่นๆที่มีอยู่แล้วในประเทศไทย สิ่งนั้นคือเทคโนโลยีที่นำมาใช้เพื่อเพิ่มความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้ เพียงส่งข้อมูลใบขับขี่ บัตรประชน และ บัตรเครดิตเพียงครั้งเดียวขณะลงทะเบียนเพื่อใช้งานทางแอปพลิเคชั่น เมื่อถึงเวลาต้องการใช้งาน เพียงเลือกจุดที่จะเช่ารถผ่านแอปพลิเคชั่นใน
- ฝนตกแล้ว ! ขับรถยังไงให้ปลอดภัย
ช่วงนี้เข้าฤดูฝนกันแล้ว ทุกท่านคงเคยประสบปัญหาเรื่องการขับรถท่ามกลางฝนที่ตกลงมาอย่างหนัก วันนี้ฮ้อปร์คารมีเทคนิคง่ายๆในการขับรถระหว่างฝนตกมาฝาก ข้อที่ 1) เมื่อฝนตกลงมาแล้ว อย่าลืมเปิดที่ปัดน้ำฝนพร้อมไฟหน้ารถและหลังรถเพื่อช่วยในการมองเห็นเวลาขับรถ ข้อที่ 2) ชะลอความเร็วเพื่อเพิ่มความปลอดภัยในการขับขี่ซึ่งระดับความเร็วที่ทำให้รถไม่เกิดการลื่นไถลคือ 60 ก.ม/ช.ม ข้อที่ 3) ควรเว้นระยะห่างจากคันหน้ามากกว่าการขับขี่ในช่วงปกติ 10-15 เมตร เพื่อให้สามารถหยุดรถได้ทันในสภาพถนนที่เปียกลื่น ข้อที่ 4) อย่าหลบรถกะทันหันให้ใช้ตาประเมินสภาพความลึกของแอ่งน้ำ และชะลอเพื่อขับผ่านแอ่งน้ำ ถ้าแอ่งน้ำลึกให้เปลี่ยนทิศทางหลบแอ่งน้ำ ข้อที่ 5) หาที่จอดรถทันทีถ้าไม่สามารถมองเห็นทางข้างหน้าได้อย่างชัดเจน เพียงทำตาม 5 ข้อนี้ เพียงผู้อ่านทำตามนี้ รับรองคุณจะช่วยลดความเสี่ยงในการเกิดอุบัติเหตุจากฝนตกได้เยอะมากเลยทีเดียว











